Films





ผมเป็นคนชอบดูหนังฮะ แต่ไม่ค่อยได้ไปดูในโรงสักเท่าไร
( ดูช้ากว่าเค้ายังจะมารีวิวอะไรอีก น้อ T_T )
ส่วนใหญ่จะเป็น DVD มากกว่า เพราะไม่ค่อยมีเวลา
บวกกับดู DVD แล้วมักจะมีของแถมเด็ดๆให้ก็เลยยิ่งชอบ
เรื่องไหนที่โดนใจก็มักจะซื้อเก็บไว้เป็น Inspiration
หรือไม่ก็ใช้เป็น Reference เวลาวาดการ์ตูน
ก็เลยกลายมาเป็นช่วง DVD Review ในบล็อกณ ที่นี้


เนื่องในโอกาสวันจักรีทำให้มีวันหยุดยาว
เลยไปเช่าหนังมาดูเยอะแยะ หนึ่งในนั้นก็คือ
The Host ( อสูรนรกกลายพันธุ์ ) เป็นหนังของเกาหลีฮะ


เรื่องย่อๆ
เรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์กลายพันธุ์ที่เกิดจาก
สารพิษที่ถูกทิ้งลงในแม่น้ำฮาน ซึ่งเป็นแม่น้ำสายใหญ่ของเกาหลี
( ฟังแล้วนึกถึงประเทศไทยเลยแฮะ -_-' )
แล้วสัตว์ประหลาดก็ออกอาละวาด จับคนกิน
แถมยังจับตัวลูกสาวคนสำคัญของครอบครัวปาร์กไปด้วย
ทุกคนในครอบครัวก็เลยต้องตามไปช่วย
เรื่องราววุ่นวายทั้งหลายก็ตามมา


ว่ากันรวมๆ
พูดกันตามตรงผมว่าหนังเรื่องนี้ยังไม่สามารถทำให้คนดู
รู้สึก "สนุก" ได้เต็มที่เท่าไรนักน่ะนะ ด้วยว่าการเดินเนื้อเรื่อง
ออกจะช้าไปสักหน่อย และมีประเด็นต่างๆเข้ามามากไปสักนิดนึง
แต่สำหรับผมคิดว่าตัวหนังเองก็ทำออกมาได้น่าสนใจมากเลยทีเดียว

ประเด็นของหนังไม่ได้มุ่งไปที่การต่อสู้กับสัตว์ประหลาดหรือการทำลายล้าง
แต่เน้นไปที่ครอบครัวๆนึงที่ออกตามหาสัตว์ประหลาดเพื่อช่วย
คนในครอบครัว และปมต่างๆของตัวละคร
เนื้อเรื่องก็บอกได้เลยว่าไม่ใช่หนังสูตร สัตว์ประหลาดอาละวาดทั่วๆไป
นักแสดงก็แสดงได้ดีครับ มีหลายๆฉากที่ทำให้ผมเกือบจะน้ำตาร่วงเลยทีเดียว

คอมพิวเตอร์กราฟฟิกทำออกมาได้เนียนมากฮะ ผมชื่นชมตรงนี้
เพราะเค้าทำได้กลืนไปกับเรื่องจริงๆ ไม่ทำให้เสียอารมณ์หนัง
ผมคิดว่าพวกเทคนิคพิเศษน่ะ ไม่ต้องหรูเริ่ดอลังการมากก็ได้
มีการแช่ภาพนานๆ ตามแบบอารมณ์ของหนังเอเชียหรือหนังญี่ปุ่น
ใช้เสียงประกอบไม่มาก ต่างจากหนังฮอลลีวูดที่ใช้เสียงเน้นความเกินจริง
และกระตุ้นเร้าสร้างอารมณ์ให้กับคนดู แต่หนังเรื่องนี้ไม่มีครับ
ใช้ภาพเปล่าๆ เอฟเฟกต์ธรรมดาๆ
เหมือนว่าเป็นเหตุการณ์ในชีวิตจริงของคุณเอง ( ที่ไม่มีเพลงเป็นแบ็คกราวน์ )


มีอะไรน่าสนใจ
ความรักของคนในครอบครัว อันนี้ประทับใจเพราะนักแสดงแสดงอารมณ์
ของตัวละครออกมาได้ดีมากเลยฮะ ในมุมมองของผมอ่ะนะ
ผมชอบตัวละครหลักเกือบหมดเลย ทั้งตัวพ่อ ลูกสาว คุณปู่ น้าสาว
ผมชอบคุณน้าสาวที่ยิงธนูมากเป็นพิเศษ ตัวละครของเธอดูเป็นคนเชื่องช้า
ไม่ค่อยจะพูดสักเท่าไร แต่ทำให้ผมรู้สึกถึงพลังแรงกล้าอะไรสักอย่างของเธอ
ทุกครั้งที่เธอออกมา ผมชอบมากเลย
แต่คุณน้าชายผมกลับเฉยๆแฮะ...

ได้ความรู้สึกของการเป็นแค่ครอบครัวธรรมดาๆ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ
มีแค่ความรู้สึก ที่ต้องการจะไปช่วยสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว
ซึ่งผมชอบตรงนี้มาก มันโดนใจยังไงไม่รู้

มีแง่มุมที่น่าเก็บไปคิด เช่น ความไร้ความรับผิดชอบของรัฐบาล
ความไม่เป็นธรรมต่อชีวิตประชาชน ( ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้จิกกัดตรงนี้เยอะ )
มีให้เห็นเยอะในเรื่อง

มุมมองของภาพสวยงาม เรื่องขององค์ประกอบภาพที่ดูแล้วเพลินตา
เป็นสิ่งที่คาดหวังได้จากหนังเรื่องนี้เลยละฮะ


วาดซะเละเลย -_-'

ในส่วนของ DVD มีของแถมเยอะดีฮะ ถ้าไม่ขัดกะเรื่องที่ดูแล้วอาจจะไม่สะใจเท่าที่ควร ผมแนะนำครับเรื่องนี้ :)

Spider-man 3

posted on 07 May 2007 00:45 by perfectw  in Films, Illust, Life

spider-man 3
Spider-man3

ไปดูมาครับ สดๆร้อนๆวันนี้เลย
ด้วยความที่ติดตามตั้งแต่ภาค 1 และ 2
ทั้งๆที่ปกติไม่ค่อยได้เข้าโรงดูหนัง
(หนังไตรภาคมันดีอย่างนี้แหละ ดูภาคก่อนไปแล้วก็ต้องกลับมาดูอีก)


ผมชอบสไปเดอร์แมนมากๆ ถ้าหากถามว่า
อยากเป็นเหมือนฮีโร่คนไหนมากที่คนสุด ก็ต้องยกให้คนนี้ละฮะ
และตัวหนังที่ทำออกมาก็ชอบมากมายมหาศาล
เรียกได้ว่าทุกภาคที่ได้ดู ออกมาจากโรงจะต้องรู้สึกปลาบปลื้ม
ตื่นเต้น ประทับใจจนแทบจะต้องตะโกนออกมาไม่เป็นภาษา
(แต่ภาคนี้ไม่ค่อยนะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่สนุก)

ส่วนของเนื้อหาผมจะไม่พูดถึงละกัน
ผมเชื่อว่าหนังสนุกต้องไปดูเอง
(หนังไม่สนุกจะเล่ายังไงก็ได้ ไม่ต่างกัน)


...


แต่ประเด็นที่อยากจะจับมาเล่าวันนี้คือ...
มันเริมมาจากผมกับเพื่อน Discuss กันว่า
คนๆหนึ่งจะสามารถสร้างความเปล่ยนแปลง
หรือทำอะไรดีๆได้สักเท่าไหร่
หากคนหมู่มากไม่ทำตาม หรือเห็นด้วย


...


เพื่อนผมคิดว่า หากคนอื่นทั้งหลายไม่เป็นหรือทำเหมือนกัน
สิ่งที่คนๆนึงคิด หรือทำนั้นก็ไม่มีความหมายเท่าไหร่
ถึงแม้ว่ามันจะดีเลิศ ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม...


แต่ผมคิดว่ามันมีความหมายมากๆเลยนะ
ถึงแม้จะเป็นแค่เพียงคนตัวเล็กเพียงคนเดียว
แต่ถ้ามีความมุ่งมั่นตั้งใจอันยิ่งใหญ่
ก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้
และถ้าทุกๆคน คิดแบบเดียวกันนี้
มันจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน?


ไม่เกี่ยวว่าคนอื่นจะคิดจะเชื่ออย่างไร
แต่ถ้าอย่างน้อยตัวเราเองคนหนึ่ง
มีความมุ่งมั่นอย่างนั้นแล้ว มันต้องเกิดอะไรขึ้นแน่นอน

อนาคตเริ่มจากความตั้งใจเล็กๆเสมอ

(แล้วเพื่อนก็บอกว่าผมจริงจังเกินไป -_-")


...


และนั่นเป็นแนวคิดที่ผมได้พบในหนังเรื่องนี้
ในบทพูดอันหนึ่ง ในฉากที่ Stan Lee
เข้ามาแทรกในหนัง (เป็นตัวประกอบ) ว่า



"You know, I guess one person can make a difference,"



นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำไมผมจึงได้ประทับใจกับหนังเรื่องนี้นัก
เพราะว่ามันไม่ได้เป็นแค่หนังแอ็คชั่น ซุปเปอร์ฮีโร่
แตแทรกไว้ด้วยข้อคิดต่างๆมากมาย


ให้คนเราได้เรียนรู้จากจอภาพยนตร์


...


(เอนทรี่วันนี้จริงจังมากเกินไปแล้ว ขออภัยฮะ
เขียนเพลิน หยุดไม่อยู่ ผิดภาพพจน์ของบล็อกซะแล้ว
...
คราวหน้าจะไม่ซีเรียสแล้วคร้าบ อย่าเพิ่งจากไป
T_T)



เอนทรี่นี้เป็นเอนทรี่ต่อเนื่องจากเมื่อคราวที่ไปดู
Spiderman มาเมื่อหลายวันก่อนฮะ...


ด้วยความที่นานน๊านที ผมจะได้เข้าโรงหนังสักที
ก็เลยลืมๆความรู้สึกของการดูหนังโรงไปบ้าง
เพราะอย่างนั้น คราวล่าสุดที่เข้าไปดู Spider-man 3
ก็เลยตื่นเต้นมากมาย (ยังกะบ้านนอกเข้ากรุง)
แถมยังตื่นเต้นกับตัวอย่างหนังน่าดูเยอะแยะ
ที่กำลังจะเข้าฉายเร็วๆนี้ ทั้ง Harry potter, Pirates ฯลฯ
ด้วยความที่ผมชอบดูตัวอย่างหนังมากกว่าตัวหนังซะอีก
ทำให้เกิดความรู้สึก และได้คิดขึ้นมาว่า

"หนังเนี่ยดีจังเลยนะ"

ทั้งๆที่เป็นการเล่าเรื่องราวเหมือนกับนิยายและการ์ตูน
แต่สามารถทำให้ผู้ชมเข้าถึงอารมณ์ของเรื่องได้ดีกว่า
มันทำให้ผมรู้สึกอิจฉาขึ้นมาตะหงิดๆ -*-

เคยไหมฮะ ที่จะมีหนังที่ถึงช็อตนั้นทีไรต้องร้องไห้ทุกที
เคยไหมฮะ ไม่ต้องเห็นภาพอะไรในหนังคุณก็ขนลุกได้

เพราะว่าหนังมันมีความเคลื่อนไหว และ เสียงประกอบน่ะเซ่!
ซึ่งการ์ตูนมันทำไม่ด้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
(หมายถึงหนังสือการ์ตูนน่ะฮะ อนิเมชั่นยกไว้ก่อน)

ถึงจะบอกว่าใช้การจินตนาการ สร้างบรรยากาศของภาพ
จัดมุมมอง เขียนตัวเสียง ใช้เส้นสปีด พลังของภาพแทนเอา
แต่บางอย่างมันก็แทนกันไม่ด้ายยยยยยยยยยยยยยยยยย
จะทำให้คนอ่านการ์ตูนแล้วร้องไห้น่ะยากจะตายยยยยยยย

การเคลื่อนไหวที่บ่งบอกอารมณ์ของตัวละครโดยไม่ต้องพูด
เสียงเพลงที่คอยเร่งเร้าอารมณ์และบอกสถานะตัวละคร
พลังของภาพที่ออกมาจากการเคลื่อไหวที่ต่อเนื่องรุนแรง
ต่างจากการ์ตูนที่ถูกจำกัดอยู่ในหน้ากระดาษและกรอบต่างๆ
นี่คือข้อได้เปรียบของหนังละ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

... (สงบสติสองนาที)

เหล่านั้นทำให้ผมรู้สึกอิจฉาคนทำหนังขึ้นมาอย่างจับจิตเลยทีเดียว
ที่จะได้เล่นกับของพวกนั้นอย่างที่นักเขียนการ์ตูนทำไม่ได้

แต่ผมก็เข้าใจว่ามันมีข้อจำกัดแตกต่างกันไป หนังเองก็แบบนึง
การ์ตูนก็แบบนึง นิยายก็แบบนึง ไม่เหมือนกัน สื่ออารมณ์
ถึงผู้ชมได้ต่างกัน มีความละเมียดและสเน่ห์ต่างกัน
เพราะอย่างนั้นแล้วก็จะไปว่าเขาได้เปรียบก็ไม่ถูกนัก

แต่ก็อิจฉาอยู่ดี...



เปลี่ยนไปทำหนังดีมั้ยนะ? -*-




Quote of the day


"การคิดฟุ้งซ่านได้ไม่ว่าในสถานการณ์ใดก็ตาม
ภายในเวลา 0.5 วินาที เป็นเงื่อนไขของการเป็นนักเขียนการ์ตูน"

Yukito Kishiro ผู้เขียน Gunm